posted on 25 Oct 2009 22:34 by dnagip
ไม่ได้เข้ามาอัพในนี้เลยแฮะ นานมากกก ขออัพหน่อยละกัน เอาเรื่องไปเดินงานหนังสือ ไปมาทุกครั้งครั้งละ 3 รอบโดยเฉลี่ย ไปงานนี้ที่ไรชื่นมื่นทุกที กระเป๋าแบนเหลืออยู่ 60 บาท ของจริงเลย เดินจนเหลือ 60 บาทเลยไม่เดินแม่งละ ซื้ออะไรไม่ได้ ขี้เกียจซื้อหนังสือเล่มละ 20 ไปรกบ้านอีก (เคยทำมาก่อน) คราวนี้ซื้อหนังสือมาประมาณ 8-9 เล่มได้มั๊ง บางเล่มอ่านแล้วก็เซ็ง บางเล่มเป็นเล่มที่เพื่อนยืมแล้วไม่เอามาคืน ก็ยังอยากอ่านแล้วไปซื้อมาใหม่ แล้วก็ไม่ผิดหวัง ลืมว่ะ ว่าอยากได้บางเรื่อง แต่ด้วยความขี้ลืม ก็ลืมซื้อซะงั้น อยากให้มีงานหนังสือทุกวัน (งี้มรึงก็จนตายสิ) อยากทำงานเกี่ยวกับหนังสือเหมือนกันนะ เพราะว่าชอบอ่านหนังสือ เกี่ยวป่าววะ คาดว่าไม่ค่อย เอาเหอะ ยังหางานใหม่ไม่ได้ รึจะสมัครกับโรงพิมพ์ไซเบอร์ปริ๊นข้างๆบ้านดี 555
รัก หนังสือ จัง จุ๊บๆ
เออ ไปอะบุ๊คมา เจอพี่คนนึง กวนตีนมากมาย คุยกะไอ่เน็ทอยู่เราก็แทนตัวเองว่าเจ้ (ก็อั๊วเป็นลูกจีนรักชาติ) มันก็เลยเรียกเราว่าเจ้บ้าง ยื่นหนังสือประสบการณ์อิงลิชให้อ่าน แต่ ขี้เกียจว่ะ ไม่ชอบการยัดเยียด เลยชื้อเรื่องปลาดิบแช่น้ำปลาแทน ว่าไปก็อยากอ่านเรื่อง สิ่งมีชีวิตในโรงแรม ยืมกีฟท์อ่านได้มะ ครึครึ(เฮ๊ย!! ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาเป็นไงมั่งวะคะ) อยากอ่านแต่ลืมซื้อ หะหะ รู้สึกไม่มีเพื่อนคนไหนเล่นเอ๊กทีนแล่วป่าววะช่วงนี้ สเปซก็ไม่เล่น สงสัยจะไม่ค่อยมีเวลา ทำงานกันตัวเป็นขน เอ๊ย เกลียว
เว๊ยยย!!! คิดงานไม่ออกฟร่ะวะค่ะ บะหมี่ถ้วยกล้วยทอด!!! มารั่วไรในนี้วะตู
posted on 15 Apr 2008 22:28 by dnagip
เคยเล่นกันรึปล่าว เกมดีใจ เป็นแค่เกมง่ายๆแต่บางสถานการณ์ก็ทำยาก
ที่มาของเกมก็คือหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า ลินลาน่ารัก เป็นหนังสือโดย ว.วินิจฉัยกุลเป็นคนแต่ง เคยอ่านที่ห้องสมุดตอนประมาณม.2 ได้มั๊ง (นานละๆ) อ่านแล้วรู้สึกประทับใจเด็กผู้หญิงที่สามารถเปลี่ยนมุมมองของผู้ใหญ่บางคนได้ ด้วยความบริสุทธิ์และไร้เดียงสานั่นเอง แต่เราคิดว่าเอามาใช้ได้จริงนะ เกม(อาจจะเรียกไม่ได้ว่าเกม)มันก็มีแค่ว่าพยายามคิดว่า สิ่งเลวร้ายที่เจอเป็นสิ่งที่ดีที่ได้เจอ จริงๆมันก็ธรรมดาไม่ได้แปลกใหม่อะไร มันก็คือการมองโลกในแง่บวกนั่นแหละ แต่มันเป็นสิ่งเตือนใจเรามาตลอดว่า อืม เราต้องหาข้อดีกับสิ่งที่เราเจอให้ได้บ้างสิ อย่ามองในด้านเดียวว่ามันแย่ไปซะหมด เพราะถ้ามองว่ายิ่งแย่ มันก็ยิ่งแย่จริงๆ อาจจะเหมือนกับกฎแรงดึงดูดที่เค้าว่ากันก็ได้ล่ะมั๊ง แต่บางครั้งก็ต้องเล่นเกมอย่างระวัง เพราะอย่างที่บอกทุกอย่างมี 2 แง่ มันอาจจะกลายเป็นว่าบางกรณีเรากำลังเข้าข้างตัวเราเองอยู่ก็เป็นได้
มีเพื่อนเราคนนึง ที่ตอนนี้เค้ารู้สึกแย่กับตัวเค้าเองเอาซะมากๆ เพราะว่าตัวเค้ารู้สึกว่าทุกๆอย่างในชีวิตเค้าแย่ไปหมด ทั้งเรื่องงาน ไม่มีเพื่อนที่ทำงาน กลับบ้านก็มีเรื่องทะเลาะกับทางบ้าน พออยากโทรไประบายหรือปรึกษาใคร พอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็ไม่รู้จะโทรเบอร์ไหน อยากเปลี่ยนงานแต่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบ อยากจะทำอะไร มีความฝันอะไร ก็เลยได้แต่ทำงานไปวันๆก่อน ทั้งๆที่แต่ก่อนเรามีความรู้สึกว่าเพื่อนคนนี้ร่าเริงมาก มองโลกในแง่ดี มนุษยสัมพันธ์ดีมากๆ แต่ตอนนี้ก็กลุ้มใจมืดแปดด้าน เราก็พยายามให้กำลังใจและคำแนะนำ และอยากเห็นเค้ากลับมาเป็นคนเดิม ก็รู้ว่าคงจะไม่ได้เป็นคนเดิมซะทุกเรื่องเพราะคนเราย่อมเปลี่ยนแปลง แต่เก็บความเป็นคนเดิมในเรื่องที่ดีเอาไว้ เราไม่ได้เจอกับเค้า ก็ได้แต่คุยโทรศัพท์รับฟังเท่านั้น จริงๆก็แนะนำให้เค้ามองโลกในแง่ดีบ้าง เหมือนเล่นเกมนี้นั่นแหละ ก็หวังว่าเพื่อนเราคนนั้นจะมีความสุขมากขึ้นกับการใช้ชีวิต
ไม่มีเพื่อนสนิทที่ทำงาน....ก็อาจจะทำให้เราเข้มแข็งและเรียนรู้ว่าการอยู่คนเดียวมันเป็นยังไง
ทำงานแล้วไม่มีความสุข....ก็อาจจะเข้าใจว่าถ้าเราได้พยายามแล้ว เราก็อาจจะไม่เหมาะกับแนวนี้
ยังหาตัวเองไม่เจอ...ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนและกังวลว่าจะต้องหาตัวเองให้เจอเดี๋ยวนี้ มันอาจจะต้องการเวลาและประสบการณ์กว่านี้
ทะเลาะกับที่บ้าน...ก็ยังดีกว่าไม่มีคนที่บ้านให้ทะเลาะนะ
วันนี้ไอ่ข้างบ้านเปิดเพลงเสียงดังหนวกหูเราอีกแล้ว.....เอาน่ะ ช่วงเทศกาลยินดีเคาก็คงอยากบ้าบอกันบ้าง -_-"
อยากดูคอนเสิร์ตของตี่ตี๋แต่ถูกยกเลิก.....เห็นมะเดี๋ยวก็ได้เจอตอนไปเชงเม้งเองน่ะแหละ
เฮ้อสุดท้ายก็นอกประเด็นอีกจนได้...
posted on 12 Apr 2008 20:30 by dnagip
นี่มันอะไรกัน จิตใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ มือไม้ที่เย็นเฉียบ ในขณะที่ตัวข้าพเจ้านอนขดนิ่งอยู่บนเตียง มันค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในหัวสมองที่กำลังฝันเพ้อเจ้อถึงเรื่องราวต่างๆได้ที่ ตึกตัก.......ตึกตัก.......ตึกตึก ตึกตึก ตึกตึก โป๊ะๆ ตึก .....ย๊ะฮู๊ววว ตื๊ดดด ตึ๊ดๆๆๆๆๆตืดดดด ย๊ะฮู๊วว
โอ๊ย!! แม่เจ้าประคุณรุนช่อง ประเพณี PUB OUTDOOR OPEN 24 HUORS มันได้เกิดขึ้นอีกแล้วหรือนี่ จำได้ว่าปีที่แล้วช่วงสงกรานต์ที่แหงกอยู่กับบ้านด้วยความชิล ไม่ได้ไปเที่ยวไหน ก็ต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้ ปกติข้าพเจ้าก็เป็นคนที่ถูกขนานนามว่านอนยากที่สุดในกลุ่มอยู่แล้ว แต่อาการมันจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อมานอนที่บ้าน จะนอนหลับสนิทใจไร้กังวลเหมือนใช้ผ้าอนามัยบางยี่ห้อ
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ข้าพเจ้าสามารถหลับตายคาเตียงได้ตั้งแต่ตอนบ่ายแก่ๆ นั่นก็เพราะจ๊อบเร่งด่วน ที่เมื่อคืนกว่าจะปั่นเสร็จก็ปาเข้าไปตี 5 กว่าจะนอนก็เป็นเวลาที่ชาวบ้านเค้าตื่น เสียง นก หมู หมา กา ไก่ เรไร มันก็ร้องเสียงหงุงหงิง น่ารำคาญใจ นอนไปได้2.30ชม. ตื่นไปส่งงาน ยังไปเดินซื้อของเป็นเพื่อนน้องที่สยามต่อจนเสร็จ กลับถึงบ้านก็ล่อไปซะบ่าย ขากลับก็เห็นละ มาตั้งซุ้มสาดน้ำหน้าปากซอยที่ห่างจากบ้านไปแค่ 20 เมตร อุปกรณ์บันเทิงเริงใจครบครันเท่าที่จะหามาได้ เห็นซุ้มขายน้ำ เอ๊ย สาดน้ำตั้งอยู่พร้อมสมาชิกหน้าตาเหมือนเมาๆหลายคน ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มกังวลบ้าง และแล้ว ยิ่งดึกก็ยิ่งคึก ยิ่งไม่มีแสงอาทิต ยิ่งมีพลัง และพลังของพวกเมา+สเตอริโอที่สาดกระหน่ำเพลงที่ข้าพเจ้าฟังไม่ได้ศัพท์ จับได้แต่จังหวะนั้น บุกทะลวงทลายโสตประสาทของข้าพได้อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเค้าคงไปดูปิดเทอมใหญ่ฯกันมา แล้วอยากจัด FULLMOON PARTY แบบในหนังกระมัง
ก็ได้แต่หวังว่า ดึกกว่านี้คงที่หมดแรงสาด แรงดิ้นกันไปเองนะ การที่เมื่อคืนข้าพเจ้านอนน้อยก็อาจจะเป็นยานอนหลับที่ดีเยี่ยมสำหรับวันนี้ .....แล้ววันอื่นๆล่ะ จ๊อบก็ไม่มีแล้วด้วย โอ๊ว ประเพณีมหาสงกรานต์มันเป็นอย่างนี้กันหรอกรึ หรือเป็นแต่เฉพาะในซอยบ้านเรากระมัง
posted on 10 Apr 2008 01:36 by dnagip
ข่วงนี้ตัวเรารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม
เปลี่ยน......ที่อยู่ จากที่เคยอยู่หอก็กลับมาอยู่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้อยู่มา 5 ปี ก็ดี ประหยัดขึ้นเยอะ
เปลี่ยน......สถานที่ทำงาน จากที่เคยทำงานที่ช็อบ ที่คณะ หรือหมกอยู่ที่หอแถวนอกเมือง เปลี่ยนเป็นจะทำงานแถวสีลม ย่านใจกลางเมือง
เปลี่ยน.....ยานพาหนะ แต่ก่อนก็มี พี่วิน(มอไซค์) พี่สอง(แถว) เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นพี่เอ็ม (MRT)นั่งไป 6 สถานีเพื่อไปทำงาน
เปลี่ยน.....นิสัยบางอย่าง ชอบเป็นคนเก็บของมาก พอกลับมาอยู่บ้านแล้วได้ย้ายของกลับมา ก็เปลี่ยนเป็นว่าชอบทื้งของ ที่ไม่เคยคิดเลยว่ามันไม่จำเป็นต้องเก็บไว้กับชีวิต เอาออกไปจากชีวิต โล่งขึ้น
เปลี่ยน.....ทัศนคติบางข้อ แต่ก่อน รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินง่ายไป ตอนเรียนอยู่มหาลัยก็ซื้อของเยอะแยะ ตอนนี้ตั้งดำริไว้กับตัวเองว่า จะไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น......หรือถ้าไม่จำเป็น ก็คงคิดให้ดีกว่านี้มากๆ
เปลี่ยน......ความชอบกับของบางสิ่ง รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยชอบจดจ่อกับการอ่านการ์ตูน หรือตามข่าวเรื่องดารา เบื่อที่จะต้องดูทีวีซ้ำๆซากๆกับสิ่งที่ยัดเยียดให้คนดู แต่ไม่ชอบเลยที่ตัวเองไม่จดจ่อกับการ์ตูนเหมือนเคย แย่ๆ ไม่ได้ซื้อการ์ตูนมานานแล้ว ซื้อแต่หนังสืออย่างอื่นมาอ่านมากกว่า
เปลี่ยน......ความหวัง ตอนเรียนก็หวังใจว่าจะจบ 5 ปีอย่างสมบูรณ์ (เรื่องเรียนหรือน้ำหนักตัวกันแน่....หะหะ) เรียนจบมาก็หวังใจว่าจะได้งานทำที่มีความสุขเช่นเดียวกับการเรียน และแล้วการคาดหวังกับสิ่งใหม่ก็เพิ่มเข้ามา คือเรื่องของเงินเดือน ก็หวังใจไว้อีกเช่นกันว่าทำงานอย่างมีความสุขและได้เงินคุ้มค่ากับส่งที่ทุ่มเทไป
การเปลี่ยนนี้ก็คงเปลี่ยนอยู่ได้เรื่อยๆตลอดที่มีชีวิตอยู่ แต่ทำไมรู้สึกถึงคำว่าเปลี่ยนมากๆ เอาตอน ม.5 และตอน ปี5 ด้วยนะ แปลกดีจริงๆ.......
edit @ 10 Apr 2008 01:59:46 by dnagip
edit @ 10 Apr 2008 02:01:31 by dnagip