เกมดีใจ

posted on 15 Apr 2008 22:28 by dnagip

เคยเล่นกันรึปล่าว เกมดีใจ เป็นแค่เกมง่ายๆแต่บางสถานการณ์ก็ทำยาก

ที่มาของเกมก็คือหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า ลินลาน่ารัก เป็นหนังสือโดย ว.วินิจฉัยกุลเป็นคนแต่ง เคยอ่านที่ห้องสมุดตอนประมาณม.2 ได้มั๊ง (นานละๆ) อ่านแล้วรู้สึกประทับใจเด็กผู้หญิงที่สามารถเปลี่ยนมุมมองของผู้ใหญ่บางคนได้ ด้วยความบริสุทธิ์และไร้เดียงสานั่นเอง แต่เราคิดว่าเอามาใช้ได้จริงนะ เกม(อาจจะเรียกไม่ได้ว่าเกม)มันก็มีแค่ว่าพยายามคิดว่า สิ่งเลวร้ายที่เจอเป็นสิ่งที่ดีที่ได้เจอ    จริงๆมันก็ธรรมดาไม่ได้แปลกใหม่อะไร มันก็คือการมองโลกในแง่บวกนั่นแหละ แต่มันเป็นสิ่งเตือนใจเรามาตลอดว่า อืม เราต้องหาข้อดีกับสิ่งที่เราเจอให้ได้บ้างสิ อย่ามองในด้านเดียวว่ามันแย่ไปซะหมด เพราะถ้ามองว่ายิ่งแย่ มันก็ยิ่งแย่จริงๆ อาจจะเหมือนกับกฎแรงดึงดูดที่เค้าว่ากันก็ได้ล่ะมั๊ง แต่บางครั้งก็ต้องเล่นเกมอย่างระวัง เพราะอย่างที่บอกทุกอย่างมี 2 แง่ มันอาจจะกลายเป็นว่าบางกรณีเรากำลังเข้าข้างตัวเราเองอยู่ก็เป็นได้

มีเพื่อนเราคนนึง ที่ตอนนี้เค้ารู้สึกแย่กับตัวเค้าเองเอาซะมากๆ เพราะว่าตัวเค้ารู้สึกว่าทุกๆอย่างในชีวิตเค้าแย่ไปหมด ทั้งเรื่องงาน ไม่มีเพื่อนที่ทำงาน กลับบ้านก็มีเรื่องทะเลาะกับทางบ้าน พออยากโทรไประบายหรือปรึกษาใคร พอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็ไม่รู้จะโทรเบอร์ไหน อยากเปลี่ยนงานแต่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบ อยากจะทำอะไร มีความฝันอะไร ก็เลยได้แต่ทำงานไปวันๆก่อน ทั้งๆที่แต่ก่อนเรามีความรู้สึกว่าเพื่อนคนนี้ร่าเริงมาก มองโลกในแง่ดี มนุษยสัมพันธ์ดีมากๆ แต่ตอนนี้ก็กลุ้มใจมืดแปดด้าน เราก็พยายามให้กำลังใจและคำแนะนำ และอยากเห็นเค้ากลับมาเป็นคนเดิม ก็รู้ว่าคงจะไม่ได้เป็นคนเดิมซะทุกเรื่องเพราะคนเราย่อมเปลี่ยนแปลง แต่เก็บความเป็นคนเดิมในเรื่องที่ดีเอาไว้ เราไม่ได้เจอกับเค้า ก็ได้แต่คุยโทรศัพท์รับฟังเท่านั้น จริงๆก็แนะนำให้เค้ามองโลกในแง่ดีบ้าง เหมือนเล่นเกมนี้นั่นแหละ ก็หวังว่าเพื่อนเราคนนั้นจะมีความสุขมากขึ้นกับการใช้ชีวิต

ไม่มีเพื่อนสนิทที่ทำงาน....ก็อาจจะทำให้เราเข้มแข็งและเรียนรู้ว่าการอยู่คนเดียวมันเป็นยังไง

ทำงานแล้วไม่มีความสุข....ก็อาจจะเข้าใจว่าถ้าเราได้พยายามแล้ว เราก็อาจจะไม่เหมาะกับแนวนี้

ยังหาตัวเองไม่เจอ...ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนและกังวลว่าจะต้องหาตัวเองให้เจอเดี๋ยวนี้  มันอาจจะต้องการเวลาและประสบการณ์กว่านี้

ทะเลาะกับที่บ้าน...ก็ยังดีกว่าไม่มีคนที่บ้านให้ทะเลาะนะ

วันนี้ไอ่ข้างบ้านเปิดเพลงเสียงดังหนวกหูเราอีกแล้ว.....เอาน่ะ ช่วงเทศกาลยินดีเคาก็คงอยากบ้าบอกันบ้าง -_-"

อยากดูคอนเสิร์ตของตี่ตี๋แต่ถูกยกเลิก.....เห็นมะเดี๋ยวก็ได้เจอตอนไปเชงเม้งเองน่ะแหละ

 

เฮ้อสุดท้ายก็นอกประเด็นอีกจนได้...

 

PUB OUTDOOR OPEN 24 HOURS

posted on 12 Apr 2008 20:30 by dnagip

      นี่มันอะไรกัน จิตใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ  มือไม้ที่เย็นเฉียบ  ในขณะที่ตัวข้าพเจ้านอนขดนิ่งอยู่บนเตียง มันค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในหัวสมองที่กำลังฝันเพ้อเจ้อถึงเรื่องราวต่างๆได้ที่  ตึกตัก.......ตึกตัก.......ตึกตึก   ตึกตึก  ตึกตึก โป๊ะๆ ตึก .....ย๊ะฮู๊ววว  ตื๊ดดด ตึ๊ดๆๆๆๆๆตืดดดด ย๊ะฮู๊วว  

      โอ๊ย!! แม่เจ้าประคุณรุนช่อง  ประเพณี PUB OUTDOOR OPEN 24 HUORS มันได้เกิดขึ้นอีกแล้วหรือนี่ จำได้ว่าปีที่แล้วช่วงสงกรานต์ที่แหงกอยู่กับบ้านด้วยความชิล ไม่ได้ไปเที่ยวไหน ก็ต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้ ปกติข้าพเจ้าก็เป็นคนที่ถูกขนานนามว่านอนยากที่สุดในกลุ่มอยู่แล้ว แต่อาการมันจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อมานอนที่บ้าน จะนอนหลับสนิทใจไร้กังวลเหมือนใช้ผ้าอนามัยบางยี่ห้อ 

      วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ข้าพเจ้าสามารถหลับตายคาเตียงได้ตั้งแต่ตอนบ่ายแก่ๆ นั่นก็เพราะจ๊อบเร่งด่วน ที่เมื่อคืนกว่าจะปั่นเสร็จก็ปาเข้าไปตี 5 กว่าจะนอนก็เป็นเวลาที่ชาวบ้านเค้าตื่น เสียง นก หมู หมา กา ไก่ เรไร มันก็ร้องเสียงหงุงหงิง น่ารำคาญใจ นอนไปได้2.30ชม. ตื่นไปส่งงาน ยังไปเดินซื้อของเป็นเพื่อนน้องที่สยามต่อจนเสร็จ กลับถึงบ้านก็ล่อไปซะบ่าย ขากลับก็เห็นละ มาตั้งซุ้มสาดน้ำหน้าปากซอยที่ห่างจากบ้านไปแค่ 20 เมตร อุปกรณ์บันเทิงเริงใจครบครันเท่าที่จะหามาได้ เห็นซุ้มขายน้ำ เอ๊ย สาดน้ำตั้งอยู่พร้อมสมาชิกหน้าตาเหมือนเมาๆหลายคน ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มกังวลบ้าง และแล้ว ยิ่งดึกก็ยิ่งคึก ยิ่งไม่มีแสงอาทิต ยิ่งมีพลัง และพลังของพวกเมา+สเตอริโอที่สาดกระหน่ำเพลงที่ข้าพเจ้าฟังไม่ได้ศัพท์ จับได้แต่จังหวะนั้น บุกทะลวงทลายโสตประสาทของข้าพได้อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเค้าคงไปดูปิดเทอมใหญ่ฯกันมา แล้วอยากจัด FULLMOON PARTY แบบในหนังกระมัง 

      ก็ได้แต่หวังว่า ดึกกว่านี้คงที่หมดแรงสาด แรงดิ้นกันไปเองนะ การที่เมื่อคืนข้าพเจ้านอนน้อยก็อาจจะเป็นยานอนหลับที่ดีเยี่ยมสำหรับวันนี้ .....แล้ววันอื่นๆล่ะ จ๊อบก็ไม่มีแล้วด้วย โอ๊ว ประเพณีมหาสงกรานต์มันเป็นอย่างนี้กันหรอกรึ หรือเป็นแต่เฉพาะในซอยบ้านเรากระมัง

เปลี่ยน

posted on 10 Apr 2008 01:36 by dnagip

ข่วงนี้ตัวเรารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ ทั้งรูปธรรมและนามธรรม

เปลี่ยน......ที่อยู่ จากที่เคยอยู่หอก็กลับมาอยู่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ได้อยู่มา 5 ปี ก็ดี ประหยัดขึ้นเยอะ

เปลี่ยน......สถานที่ทำงาน จากที่เคยทำงานที่ช็อบ ที่คณะ หรือหมกอยู่ที่หอแถวนอกเมือง เปลี่ยนเป็นจะทำงานแถวสีลม ย่านใจกลางเมือง

เปลี่ยน.....ยานพาหนะ แต่ก่อนก็มี พี่วิน(มอไซค์) พี่สอง(แถว) เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นพี่เอ็ม (MRT)นั่งไป 6 สถานีเพื่อไปทำงาน

เปลี่ยน.....นิสัยบางอย่าง ชอบเป็นคนเก็บของมาก พอกลับมาอยู่บ้านแล้วได้ย้ายของกลับมา ก็เปลี่ยนเป็นว่าชอบทื้งของ ที่ไม่เคยคิดเลยว่ามันไม่จำเป็นต้องเก็บไว้กับชีวิต เอาออกไปจากชีวิต โล่งขึ้น

เปลี่ยน.....ทัศนคติบางข้อ แต่ก่อน รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินง่ายไป ตอนเรียนอยู่มหาลัยก็ซื้อของเยอะแยะ ตอนนี้ตั้งดำริไว้กับตัวเองว่า จะไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น......หรือถ้าไม่จำเป็น ก็คงคิดให้ดีกว่านี้มากๆ

เปลี่ยน......ความชอบกับของบางสิ่ง รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยชอบจดจ่อกับการอ่านการ์ตูน หรือตามข่าวเรื่องดารา เบื่อที่จะต้องดูทีวีซ้ำๆซากๆกับสิ่งที่ยัดเยียดให้คนดู แต่ไม่ชอบเลยที่ตัวเองไม่จดจ่อกับการ์ตูนเหมือนเคย แย่ๆ ไม่ได้ซื้อการ์ตูนมานานแล้ว ซื้อแต่หนังสืออย่างอื่นมาอ่านมากกว่า

เปลี่ยน......ความหวัง  ตอนเรียนก็หวังใจว่าจะจบ 5 ปีอย่างสมบูรณ์ (เรื่องเรียนหรือน้ำหนักตัวกันแน่....หะหะ) เรียนจบมาก็หวังใจว่าจะได้งานทำที่มีความสุขเช่นเดียวกับการเรียน และแล้วการคาดหวังกับสิ่งใหม่ก็เพิ่มเข้ามา คือเรื่องของเงินเดือน ก็หวังใจไว้อีกเช่นกันว่าทำงานอย่างมีความสุขและได้เงินคุ้มค่ากับส่งที่ทุ่มเทไป

 

การเปลี่ยนนี้ก็คงเปลี่ยนอยู่ได้เรื่อยๆตลอดที่มีชีวิตอยู่ แต่ทำไมรู้สึกถึงคำว่าเปลี่ยนมากๆ เอาตอน ม.5 และตอน ปี5 ด้วยนะ แปลกดีจริงๆ.......

edit @ 10 Apr 2008 01:59:46 by dnagip

edit @ 10 Apr 2008 02:01:31 by dnagip